ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตัวอย่าง: แบบฟอร์ม วิธีการกรอก และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตัวอย่าง คือแบบฟอร์มที่ผู้ออกตั๋วออกเพื่อสัญญาจ่ายเงิน พร้อมอธิบายองค์ประกอบ ข้อควรระวัง และ FAQ อย่างเป็นทางการ

ตั๋วสัญญาใช้เงินคืออะไร
ตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือ Promissory Note (P/N) คือ หนังสือที่ผู้ออกตั๋ว (Maker) ลงลายมือชื่อให้คำมั่นว่าจะชำระเงินจำนวนหนึ่งแก่ผู้รับเงิน (Payee) หรือผู้ถือ ตามเงื่อนไขที่ระบุในตราสาร ตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นนิติกรรมที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์รับรองตั้งแต่มาตรา 910 เป็นต้นไป และจัดอยู่ในประเภทตราสารเปลี่ยนมือ (Negotiable Instrument) ซึ่งโอนสิทธิเรียกร้องตามตั๋วให้บุคคลอื่นได้โดยการสลักหลัง (Endorsement) และส่งมอบ
วัตถุประสงค์หลักของตั๋วสัญญาใช้เงินคือการสร้างหลักฐานการเป็นหนี้ที่ชัดเจนและบังคับใช้ได้ง่ายกว่าสัญญากู้ยืมธรรมดา ผู้ออกตั๋วซึ่งเป็นลูกหนี้จึงควรตรวจสอบให้รายการครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้เจ้าหนี้หรือผู้ถือใช้เป็นพยานหลักฐานในการเรียกร้องชำระหนี้หรือฟ้องคดี ตั๋วสัญญาใช้เงินอาจใช้แทนสัญญากู้ยืมหรือเป็นตราสารสินเชื่อในทางธุรกิจ (เช่น วงเงินเบิกเกินบัญชี หรือการกู้ยืมระหว่างนิติบุคคลกับกรรมการบริษัท) ตั๋วสัญญาใช้เงินที่กรอกข้อมูลสมบูรณ์ย่อมมีน้ำหนักทางกฎหมายสูงกว่าหลักฐานการกู้ยืมลายลักษณ์อักษรที่ไม่มีองค์ประกอบของตราสารเปลี่ยนมือ
บุคคลที่เกี่ยวข้องกับตั๋วสัญญาใช้เงิน
คู่สัญญาฝ่ายแรกคือ ผู้ออกตั๋ว (Maker หรือ Issuer) ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามตั๋วและเป็นผู้ลงลายมือชื่อให้คำมั่นว่าจะชำระเงิน ผู้ออกตั๋วอาจเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ในกรณีนิติบุคคล ผู้มีอำนาจลงนามแทน (เช่น กรรมการบริษัท) ต้องกระทำการภายในขอบวัตถุประสงค์และข้อบังคับ มิฉะนั้นอาจเกิดปัญหาความสมบูรณ์ของนิติกรรม
ฝ่ายที่สองคือ ผู้รับเงิน (Payee) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เดิมตามตั๋วและเป็นผู้ทรงสิทธิเรียกร้องให้ชำระเงินตามจำนวนและเงื่อนไขในตั๋ว ผู้รับเงินอาจเป็นบุคคลภายนอกที่ไม่ได้เป็นคู่สัญญาโดยตรงในมูลหนี้เดิม กล่าวคือ ตั๋วสัญญาใช้เงินสามารถออกให้แก่บุคคลใดก็ได้โดยไม่ต้องอ้างถึงสัญญากู้ยืมอีกฉบับหนึ่ง
หากมีการโอนตั๋ว จะเกิดผู้ถือ (Holder) ซึ่งอาจเป็นผู้รับโอนจากการสลักหลังหรือผู้ถือตราสารในกรณีตั๋วชนิดผู้ถือ ผู้ถือที่ได้ตั๋วมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนย่อมมีสิทธิตามตั๋วโดยไม่ต้องรับข้อต่อสู้จากลูกหนี้เท่าที่กฎหมายตั๋วเงินกำหนด ส่วนผู้สลักหลัง (Endorser) คือบุคคลที่โอนสิทธิโดยการสลักหลังและส่งมอบตั๋ว ซึ่งผู้สลักหลังอาจต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วหากผู้ออกตั๋วผิดนัด เว้นแต่สลักหลังโดยจำกัดความรับผิด (เช่น “ปราศจากข้อรับผิด”) ผู้ใช้งานควรระบุตัวตนของผู้เกี่ยวข้องให้ชัดเจนด้วยชื่อ-สกุล เลขที่บัตรประชาชน หรือเลขทะเบียนนิติบุคคล แล้วแต่กรณี เพื่อป้องกันข้อโต้แย้งเรื่องตัวบุคคล
องค์ประกอบสำคัญของตั๋วสัญญาใช้เงิน
การที่ตั๋วสัญญาใช้เงินจะมีผลสมบูรณ์เป็นตราสารเปลี่ยนมือตามกฎหมาย ผู้จัดทำต้องจัดให้มีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วน หากขาดไปอาจทำให้ตั๋วนั้นเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินเปล่า (Incomplete Instrument) ที่ใช้บังคับไม่ได้หรือมีผลเพียงเป็นหลักฐานการกู้ยืมอย่างสามัญ องค์ประกอบที่กฎหมายกำหนดตาม ป.พ.พ. มาตรา 910 ประกอบมาตรา 913 ได้แก่
- การระบุคำว่า “ตั๋วสัญญาใช้เงิน” ในตัวตั๋ว – ถ้อยคำดังกล่าวต้องปรากฏในเนื้อหาของเอกสาร ไม่ใช่เพียงหัวจดหมายหรือคำกำกับภายนอก
- วันออกตั๋ว – วันที่ผู้ออกตั๋วลงลายมือชื่อและส่งมอบตราสารแก่ผู้รับเงิน
- จำนวนเงินที่แน่นอน – ต้องระบุจำนวนเงินทั้งตัวเลขและตัวอักษรให้ตรงกัน (เช่น “50,000 บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน)”) เพื่อหลีกเลี่ยงข้อโต้แย้ง
- ชื่อหรือยี่ห้อของผู้รับเงิน – เว้นแต่เป็นตั๋วสัญญาใช้เงินชนิดผู้ถือ (Bearer Note) ซึ่งอาจไม่ต้องระบุชื่อผู้รับเงิน
- วันที่ต้องจ่าย – ถ้าไม่ระบุวันที่ครบกำหนด ให้ถือเป็นตั๋วชนิดจ่ายเมื่อทวงถาม (Demand Note) ตามมาตรา 916
- ลายมือชื่อของผู้ออกตั๋ว – ต้องเป็นลายมือชื่อที่แท้จริงและตรงกับบุคคลที่มีอำนาจทำนิติกรรม มิฉะนั้นตั๋วอาจเสียไป
นอกจากองค์ประกอบพื้นฐาน ตั๋วสัญญาใช้เงินอาจระบุรายละเอียดอื่น (ถ้ามี) เพื่อเพิ่มความชัดเจน เช่น ดอกเบี้ยพร้อมอัตราที่แน่นอน สถานที่ออกตั๋ว สถานที่ชำระเงิน เงื่อนไขการผ่อนชำระ หรือข้อตกลงเกี่ยวกับการผิดนัด ถ้ามีการกรอกข้อความในตั๋วภายหลังการออกโดยไม่ได้รับความยินยอม ผู้มีส่วนได้เสียอาจยกข้อต่อสู้นั้นขึ้นต่อสู้ผู้ถือซึ่งไม่สุจริตได้ ผู้ใช้งานจึงควรกรอกแบบฟอร์มให้สมบูรณ์ตั้งแต่แรกและไม่ควรลงลายมือชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงินเปล่า
ประเภทของตั๋วสัญญาใช้เงิน
ตั๋วสัญญาใช้เงินอาจจำแนกตามลักษณะการกำหนดผู้รับเงินและตามกำหนดเวลาจ่าย การจำแนกนี้มีผลต่อวิธีการโอนและการใช้บังคับ
- แบ่งตามผู้รับเงิน – ตั๋วสัญญาใช้เงินชนิดระบุชื่อ (Order Note) ระบุผู้รับเงินเป็นการเฉพาะเจาะจง ต้องโอนโดยการสลักหลังและส่งมอบ ส่วนตั๋วสัญญาใช้เงินชนิดผู้ถือ (Bearer Note) ไม่ระบุชื่อผู้รับเงินหรือระบุว่า “ให้แก่ผู้ถือ” การโอนทำได้เพียงส่งมอบตัวตั๋วโดยไม่ต้องสลักหลัง
- แบ่งตามกำหนดเวลาจ่าย – ตั๋วสัญญาใช้เงินชนิดจ่ายตามเวลา (Time Note) ระบุวันที่ครบกำหนดแน่นอนหรือระยะเวลาหลังวันออกตั๋ว (เช่น “หลังจากวันออกตั๋ว 90 วัน”) ทำให้คู่สัญญาทราบภาระหนี้ล่วงหน้า เหมาะกับการกู้ยืมที่มีกำหนดชำระชัดเจน ส่วนตั๋วสัญญาใช้เงินชนิดจ่ายเมื่อทวงถาม (Demand Note) ไม่มีวันที่ครบกำหนด ผู้ถือสามารถเรียกให้ชำระเงินได้ทันทีหรือเมื่อใดก็ได้ มักใช้ในวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนหรือกรณีที่คู่สัญญาประสงค์ความยืดหยุ่น อย่างไรก็ดี ตั๋วชนิดจ่ายเมื่อทวงถามอาจมีอายุความสั้นลงในทางปฏิบัติ เนื่องจากเหตุแห่งการทวงถามเริ่มนับอายุความใหม่
การเลือกประเภทของตั๋วให้เหมาะสมกับสภาพหนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ ผู้ใช้งานควรพิจารณาลักษณะความสัมพันธ์ทางธุรกิจและวัตถุประสงค์ในการใช้ตราสารเพื่อกำหนดแบบของตั๋วให้สอดคล้องกับการบังคับใช้และภาระทางภาษีอากร
การใช้ตั๋วสัญญาใช้เงินและกรณีที่พบบ่อย
ตั๋วสัญญาใช้เงินถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายทั้งในระดับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล กรณีที่พบบ่อย ได้แก่
- การกู้ยืมเงินระหว่างบุคคล – ผู้ให้กู้อาจขอให้ผู้กู้ลงนามในตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นหลักฐานแทนหรือควบคู่กับสัญญากู้ยืม เพื่อให้มีตราสารเปลี่ยนมือที่ฟ้องร้องได้สะดวก
- วงเงินสินเชื่อและเงินเบิกเกินบัญชี – สถาบันการเงินหรือเจ้าหนี้การค้ามักให้ลูกหนี้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินชนิดจ่ายเมื่อทวงถามหรือชนิดมีกำหนดเวลาเพื่อค้ำประกันวงเงินสินเชื่อ โดยเฉพาะในสัญญาเงินกู้ระยะสั้น
- การค้ำประกันหนี้บริษัทโดยกรรมการ – ในทางปฏิบัติ มักมีการให้กรรมการบริษัทออกตั๋วสัญญาใช้เงินส่วนตัวเพื่อค้ำประกันหนี้ของบริษัท (ตอบโจทย์คำค้นหา “ตั๋วสัญญาใช้เงิน กรรมการ”) กรณีนี้กรรมการจะอยู่ในฐานะผู้ออกตั๋วร่วมหรือผู้อาวัล (Aval) เพื่อประกันการชำระหนี้ตามตั๋ว โดยต้องระบุความรับผิดให้ชัดเจนว่าเป็นการค้ำประกันหรือร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม
- การใช้เป็นหลักประกันในธุรกรรมการค้า – ผู้ขายอาจขอให้ผู้ซื้อออกตั๋วสัญญาใช้เงินแทนการให้เครดิตเทอม (Credit Term) เพื่อให้ผู้ขายสามารถนำตั๋วไปขายลด (Discount) หรือโอนสิทธิเรียกร้องแก่บุคคลที่สามได้
ผู้ใช้งานที่เป็นนิติบุคคลควรตรวจสอบอำนาจของผู้ลงนามตามหนังสือรับรองของบริษัทและข้อบังคับ เพื่อมิให้ตั๋วเสียเปล่าเพราะผู้ลงนามไม่มีอำนาจทำการแทน
เปรียบเทียบตั๋วสัญญาใช้เงินกับตั๋วเงินจ่ายและตราสารอื่น
ตั๋วสัญญาใช้เงินมักถูกเข้าใจสับสนกับ “ตั๋วเงินจ่าย” (Notes Payable) ซึ่งเป็นบัญชีทางบัญชี ไม่ใช่ตราสารตามกฎหมายตั๋วเงิน จึงไม่มีสภาพเป็นตราสารเปลี่ยนมือและไม่อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ตาม ป.พ.พ. ว่าด้วยตั๋วเงิน ในขณะที่ตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นนิติกรรมเอกสารที่มีสถานะทางกฎหมายเฉพาะ นอกจากนี้ ตั๋วเงินในความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ยังแบ่งเป็นสามประเภท ได้แก่ ตั๋วแลกเงิน (Bill of Exchange) ตั๋วสัญญาใช้เงิน และเช็ค (Cheque) ซึ่งล้วนเป็นตราสารเปลี่ยนมือแต่มีลักษณะและคู่สัญญาต่างกัน ดังตารางเปรียบเทียบต่อไปนี้
| คุณลักษณะ | ตั๋วสัญญาใช้เงิน | ตั๋วแลกเงิน | เช็ค |
|---|---|---|---|
| พื้นฐานกฎหมาย | ป.พ.พ. มาตรา 910 เป็นต้นไป | ป.พ.พ. มาตรา 898 เป็นต้นไป | ป.พ.พ. มาตรา 987 เป็นต้นไป |
| คู่สัญญาหลัก | ผู้ออกตั๋ว (ลูกหนี้) และผู้รับเงิน | ผู้ออกตั๋ว (สั่งจ่าย) ผู้จ่ายเงิน และผู้รับเงิน | ผู้เซ็นเช็ค (ลูกค้าธนาคาร) ธนาคารผู้จ่าย และผู้รับเงิน |
| ลักษณะคำมั่น | ผู้ออกตั๋วให้คำมั่นว่าจะจ่ายเงินเอง | ผู้ออกตั๋วสั่งให้บุคคลภายนอก (ผู้จ่าย) จ่ายเงิน | ผู้เซ็นเช็คสั่งให้ธนาคารจ่ายเงินตามเช็ค |
| การเปลี่ยนมือ | สลักหลังและส่งมอบ (กรณีระบุชื่อ) หรือส่งมอบ (กรณีผู้ถือ) | สลักหลังและส่งมอบ หรือตามกฎหมายว่าด้วยการโอน | โดยทั่วไปเปลี่ยนมือได้โดยสลักหลัง เว้นแต่ขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” |
| อากรแสตมป์ (Stamp Duty) | ต้องปิดอากรแสตมป์ตามอัตราในรัชฎากร (เช่น 1 บาทต่อ 2,000 บาท) | หลักการเดียวกันกับตั๋วสัญญาใช้เงิน | ไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ |
| ระยะเวลาบังคับใช้ (อายุความ) | 10 ปี นับแต่วันครบกำหนด หรือ 10 ปีนับแต่วันออกตั๋วสำหรับตั๋วชนิดจ่ายเมื่อทวงถาม (อายุความตามกฎหมายตั๋วเงินอาจสั้นกว่าหากนับจากวันทวงถาม) | 10 ปีนับแต่วันครบกำหนด หรืออายุความเฉพาะในความสัมพันธ์ระหว่างคู่สัญญา | 1 ปีนับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน |
| การใช้งานทั่วไป | หลักฐานการกู้ยืม สินเชื่อ หนังสือค้ำประกัน | การค้าระหว่างประเทศ การขายลดตั๋ว การเรียกเก็บเงินข้ามเขต | การชำระเงินโดยผ่านบัญชีธนาคาร |
จากตารางจะเห็นว่าตั๋วสัญญาใช้เงินเหมาะสมกับกรณีที่ผู้ออกตั๋วประสงค์จะรับภาระหนี้ด้วยตนเองและสร้างตราสารที่โอนสิทธิแก่บุคคลอื่นได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้จ่ายเงินที่เป็นบุคคลภายนอกเหมือนตั๋วแลกเงิน และมีอายุความยาวนานกว่าเช็ค ผู้ใช้ควรเลือกตราสารให้ตรงกับลักษณะธุรกรรมและตรวจสอบเรื่องอากรแสตมป์ให้ถูกต้อง
ข้อควรระวัง: ความผิดพลาดที่อาจทำให้ตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นโมฆะ
ในการจัดทำตั๋วสัญญาใช้เงิน มีข้อผิดพลาดหลายประการที่อาจทำให้ตั๋วขาดความสมบูรณ์หรือศาลไม่รับฟังเป็นพยานหลักฐานสำคัญ ผู้ใช้งานควรระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งในประเด็นต่อไปนี้
- การเขียนจำนวนเงินไม่ชัดเจน – หากจำนวนเงินที่เป็นตัวเลขและตัวอักษรไม่ตรงกัน ศาลอาจตีความจำนวนเงินตามตัวอักษรเป็นสำคัญ แต่ความไม่ชัดเจนย่อมสร้างข้อต่อสู้ให้ลูกหนี้
- การขาดองค์ประกอบสำคัญ – เช่น ไม่ใส่คำว่า “ตั๋วสัญญาใช้เงิน” ในเนื้อหาตั๋ว หรือไม่ระบุชื่อผู้รับเงินในตั๋วชนิดระบุชื่อ ตั๋วนั้นอาจไม่มีสภาพเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินตามกฎหมาย คงเป็นเพียงหลักฐานการกู้ยืมธรรมดา ซึ่งภาระการพิสูจน์หนี้จะหนักขึ้น
- การลงลายมือชื่อไม่สมบูรณ์ – ลายมือชื่อปลอมแปลง หรือผู้ลงนามไม่มีอำนาจทำนิติกรรม (เช่น ผู้เยาว์โดยไม่ได้รับความยินยอม) อาจเป็นเหตุให้ตั๋วเป็นโมฆะหรือไม่ผูกพันผู้ออกตั๋วที่แท้จริง
- การไม่มีตราสารต้นฉบับ – โดยหลักแล้วสิทธิเรียกร้องตามตั่วย่อมติดอยู่กับตราสาร หากต้นฉบับสูญหาย เจ้าหนี้ต้องใช้กระบวนการทางศาลเพื่อขอให้ใช้สำเนาแทน ซึ่งยุ่งยากและอาจไม่สำเร็จ
- การละเลยอากรแสตมป์ (Stamp Duty) – ตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ให้ครบภายในเวลาที่กำหนด หากไม่ปิดหรือปิดไม่ครบ อาจส่งผลให้ตราสารนั้นไม่สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ และอาจมีโทษทางภาษี
- การแก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยไม่มีการรับรอง – การขูดลบหรือเขียนทับโดยไม่มีลายเซ็นกำกับ อาจทำให้ข้อความที่แก้ไขไม่มีผล หรือทำให้ตั๋วเสียความน่าเชื่อถือ
ความผิดพลาดเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องทำให้ตั๋วเป็นโมฆะเสียทั้งหมด แต่อาจลดทอนความสามารถในการบังคับใช้และเพิ่มต้นทุนในการพิสูจน์หนี้ คู่สัญญาจึงควรใช้แบบฟอร์มมาตรฐาน กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน และตรวจทานก่อนลงนาม
ตัวอย่างการกรอกตั๋วสัญญาใช้เงินพร้อมคำอธิบาย
เพื่อให้ผู้ใช้งานเห็นภาพการกรอกตั๋วสัญญาใช้เงินที่ถูกต้อง ขอยกตัวอย่างแบบฟอร์มที่กรอกเสร็จแล้วโดยใช้ข้อมูลสมมติ ดังต่อไปนี้
ตัวอย่างตั๋วสัญญาใช้เงิน (ฉบับสมมติ)
ข้อความในตั๋ว: “ตั๋วสัญญาใช้เงิน ข้าพเจ้า นายสมชาย ใจดี เลขประจำตัวประชาชน 1-2345-67890-12-3 อยู่บ้านเลขที่ 123/45 ถนนพระราม 4 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ขอให้คำมั่นว่า จะจ่ายเงินจำนวน 50,000 บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน) แก่ นางสาววิภา รักดี ตามเลขประจำตัวประชาชน 9-8765-43210-98-7 หรือตามคำสั่งของนางสาววิภา รักดี ณ วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ถ้าผิดนัดยอมให้คิดดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงินนับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ ออกให้ ณ จังหวัดกรุงเทพมหานคร วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569 ลงชื่อ (ลายมือชื่อ) นายสมชาย ใจดี (ผู้ออกตั๋ว) (ลงชื่อพยาน) (......) (......)”
คำอธิบายประกอบรายการสำคัญ
- คำว่า “ตั๋วสัญญาใช้เงิน” – ระบุไว้ต้นฉบับอย่างชัดเจน เพื่อให้เข้าเงื่อนไขมาตรา 910
- ข้อมูลผู้ออกตั๋ว – ระบุชื่อ-สกุล เลขบัตรประชาชน และที่อยู่ครบถ้วน ทำให้ระบุตัวตนลูกหนี้ได้โดยไม่คลุมเครือ ข้อมูลเหล่านี้ต้องตรงกับเอกสารราชการ
- ผู้รับเงิน – ระบุชื่อและเลขบัตรประชาชนของเจ้าหนี้ และเพิ่มข้อความ “หรือตามคำสั่ง” เพื่อเปิดช่องให้สลักหลังโอนได้
- จำนวนเงิน – ระบุทั้งตัวเลข (50,000 บาท) และตัวอักษร (ห้าหมื่นบาทถ้วน) ในวงเล็บ เพื่อป้องกันการแก้ไข
- วันที่ครบกำหนด – ระบุชัดเจน (30 มิถุนายน 2569) ทำให้เป็นตั๋วชนิดจ่ายตามเวลา หากไม่ระบุจะกลายเป็นชนิดจ่ายเมื่อทวงถามทันทีตามกฎหมาย
- ดอกเบี้ยผิดนัด – กำหนดอัตราดอกเบี้ยหลังผิดนัดไว้ร้อยละ 7.5 ต่อปี สอดคล้องกับแนวปฏิบัติของศาล และสามารถตกลงให้สูงกว่านี้ได้แต่ต้องไม่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด
- วันออกตั๋วและสถานที่ออก – จำเป็นเพื่อให้ทราบเขตอำนาจศาลในกรณีฟ้องร้อง
- ลายมือชื่อผู้ออกตั๋ว – ต้องเป็นลายมือชื่อจริงและสอดคล้องกับชื่อที่พิมพ์ไว้ ข้างท้ายอาจลงชื่อพยานเพิ่มเติมเพื่อน้ำหนักพยานหลักฐาน (ไม่จำเป็นตามกฎหมาย แต่แนะนำ)
จากตัวอย่างนี้ ผู้ใช้งานจะเห็นว่าแบบฟอร์มตั๋วสัญญาใช้เงินสามารถกรอกได้โดยใช้หลักการง่าย ๆ แต่ต้องอาศัยความรอบคอบในรายละเอียดทุกช่อง โดยเฉพาะจำนวนเงินและวันเวลา ซึ่งเป็นหัวใจของหนี้ตามตั๋ว
ขั้นตอนและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้
เมื่อลูกหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามกำหนด ผู้ถือตั๋วย่อมมีสิทธิดำเนินการบังคับชำระหนี้ได้ โดยขั้นตอนหลักมีดังนี้
- การทวงถาม – ก่อนฟ้องคดี เจ้าหนี้ควรออกหนังสือทวงถาม (หนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้) เพื่อให้ลูกหนี้ทราบถึงการผิดนัดและกำหนดเวลาให้ชำระหนี้ แม้กฎหมายตั๋วเงินจะไม่ได้กำหนดให้ต้องทวงถามเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนฟ้องเสมอไป แต่ในทางปฏิบัติ การส่งหนังสือทวงถามช่วยให้เห็นว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดแล้ว และตัดประเด็นข้อต่อสู้ว่ายังไม่ถึงกำหนดชำระ
- การฟ้องคดี – ผู้ถือสามารถยื่นฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจตามมูลคดี (เช่น ภูมิลำเนาของจำเลย หรือสถานที่ออกตั๋ว) โดยใช้ตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับต้นฉบับเป็นพยานหลักฐานหลัก คดีฟ้องตามตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นคดีแพ่งที่อาจขอให้บังคับตามตั๋วโดยตรงและเรียกดอกเบี้ยผิดนัดได้
- อายุความ – อายุความฟ้องตามตั๋วสัญญาใช้เงิน คือ 10 ปี นับแต่วันครบกำหนด (สำหรับตั๋วมีกำหนดเวลา) หรือ 10 ปีนับแต่วันออกตั๋ว (สำหรับชนิดจ่ายเมื่อทวงถาม) อนึ่ง อาจมีอายุความสั้นกว่านั้นในบางกรณี เช่น 3 ปี สำหรับตั๋วชนิดจ่ายเมื่อทวงถาม หากนับจากวันทวงถาม ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาบางเรื่อง จึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญแล้วแต่กรณี
- การพิสูจน์หนี้ – ภาระการนำสืบตกแก่ผู้ถือที่จะแสดงว่าได้รับตั๋วมาโดยสุจริตและมีสิทธิเรียกเงิน หากลายมือชื่อถูกโต้แย้งว่าเป็นของปลอม ศาลอาจสั่งให้มีการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อ
- การบังคับคดี – เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสามารถนำหมายบังคับคดีไปยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ได้ต่อไป
ดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมาย (โดยทั่วไปร้อยละ 7.5 ต่อปี หรือตามอัตราที่คู่สัญญาตกลงไว้ไม่เกินกฎหมายกำหนด) จะเริ่มคิดนับแต่วันผิดนัดจนกว่าชำระเสร็จ การคิดดอกเบี้ยทบต้นอาจทำได้ก็ต่อเมื่อระบุข้อตกลงนั้นไว้ชัดแจ้งในตั๋ว
ค่าใช้จ่ายและระยะเวลาที่เกี่ยวข้อง
ตั๋วสัญญาใช้เงินมิได้กำหนดให้ต้องจดทะเบียนต่อหน่วยงานราชการแต่อย่างใด การนำมาใช้จึงมีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก แต่มีค่าใช้จ่ายที่คู่สัญญาควรทราบ ดังนี้
- อากรแสตมป์ (Stamp Duty) – ตามประมวลรัษฎากร ตั๋วสัญญาใช้เงินต้องปิดอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาทต่อทุกจำนวน 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท ของจำนวนเงินตามตั๋ว โดยต้องปิดอากรให้ครบภายในเวลา 15 วันนับแต่วันออกตั๋ว (หากออกในประเทศไทย) เพื่อให้ตราสารสมบูรณ์ในทางภาษีและใช้เป็นพยานหลักฐานได้
- ค่าธรรมเนียมศาล – กรณีฟ้องร้องบังคับตามตั๋ว ค่าขึ้นศาลจะคำนวณจากทุนทรัพย์ (จำนวนเงินตามตั๋วบวกดอกเบี้ย) ในอัตราก้าวหน้าตามตารางค่าธรรมเนียมศาลยุติธรรม สูงสุดไม่เกิน 250,000 บาทต่อคดี (สำหรับทุนทรัพย์ไม่เกิน 50 ล้านบาท) ผู้ถือควรคำนวณภาระค่าธรรมเนียมล่วงหน้า เนื่องจากเมื่อชนะคดีอาจขอให้ลูกหนี้ชำระคืนบางส่วนได้
- ระยะเวลา – การจัดทำตั๋วใช้เวลาเพียงเล็กน้อยในการกรอกแบบฟอร์ม ส่วนการบังคับคดีทางศาลโดยทั่วไปอาจใช้เวลา 6-12 เดือน หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของคดีและการมีทรัพย์สินของลูกหนี้
การไม่ปิดอากรแสตมป์หรือปิดไม่ครบอาจส่งผลให้เสียเงินเพิ่มอากรและเบี้ยปรับ และที่สำคัญคือตราสารอาจไม่ถูกรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งจนกว่าจะเสียอากรและเบี้ยปรับครบถ้วน ผู้ใช้งานจึงควรตรวจสอบอัตราอากรที่เป็นปัจจุบันและจัดการให้ถูกต้องตั้งแต่แรก
คำถามที่พบบ่อย
ตั๋วสัญญาใช้เงินคืออะไร? ตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือ Promissory Note (P/N) คือ ตราสารที่ผู้ออกตั๋ว (Maker) ทำขึ้นเพื่อให้คำมั่นว่าจะชำระเงินจำนวนหนึ่งแก่ผู้รับเงิน (Payee) หรือผู้ถือ ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ เป็นนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สามารถเปลี่ยนมือได้โดยการสลักหลัง
ตั๋วสัญญาใช้เงิน ใช้ยังไง? ผู้ใช้งานสามารถกรอกข้อมูลตามแบบฟอร์มมาตรฐาน โดยระบุคู่สัญญา จำนวนเงิน วันครบกำหนด และลงลายมือชื่อ แล้วส่งมอบตั๋วให้ผู้รับเงินไว้เป็นหลักฐานการเป็นหนี้ เมื่อถึงกำหนด ผู้รับเงินอาจนำตั๋วไปขึ้นเงิน หรือหากผิดนัดก็ใช้เป็นหลักฐานฟ้องร้องได้
ตั๋วสัญญาใช้เงิน กับ ตั๋วเงินจ่าย เหมือนกันไหม? แตกต่างกัน ตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นตราสารทางกฎหมาย (Negotiable Instrument) ที่ออกโดยลูกหนี้เพื่อรับสภาพหนี้โดยตรง ส่วน ‘ตั๋วเงินจ่าย’ (Notes Payable) เป็นศัพท์ทางบัญชีที่หมายถึงภาระหนี้สินของกิจการ มักใช้บันทึกหนี้ระยะสั้น ไม่ใช่ตราสารเปลี่ยนมือ
ตั๋วเงิน 3 ประเภท มีอะไรบ้าง? ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตั๋วเงินแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ (1) ตั๋วแลกเงิน (Bill of Exchange) (2) ตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory Note) และ (3) เช็ค (Cheque) ทั้งสามชนิดเป็นตราสารเปลี่ยนมือแต่มีลักษณะการใช้และคู่สัญญาต่างกัน
จำเป็นต้องมีพยานในการลงนามตั๋วสัญญาใช้เงินไหม? ไม่จำเป็น โดยทั่วไปกฎหมายไม่ได้บังคับให้ต้องมีพยานลงลายมือชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงิน แต่การมีพยานอาจช่วยเพิ่มน้ำหนักในทางพยานหลักฐานหากเกิดข้อโต้แย้งเรื่องลายมือชื่อหรือความสมัครใจ
ถ้าไม่มีวันจ่ายในตั๋วสัญญาใช้เงิน จะเป็นอย่างไร? ตามมาตรา 916 หากไม่ระบุวันครบกำหนด ให้ถือว่าเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินชนิดจ่ายเมื่อทวงถาม (Demand Note) ซึ่งผู้ถือสามารถเรียกให้จ่ายเงินได้ทันทีหรือเมื่อใดก็ได้ภายในอายุความ
ตั๋วสัญญาใช้เงินสามารถโอนให้ผู้อื่นได้หรือไม่? ได้ หากเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินชนิดระบุชื่อ ผู้รับเงินอาจโอนโดยการสลักหลัง (Endorsement) และส่งมอบตัวตั๋วให้แก่ผู้รับโอน ส่วนชนิดผู้ถือเพียงส่งมอบตั๋วก็โอนสิทธิเรียกร้องได้
ตัวอย่าง ตั๋วสัญญาใช้เงิน Word/PDF หาได้ที่ไหน? ผู้ใช้งานอาจดาวน์โหลดแบบฟอร์มตัวอย่างได้จากเว็บไซต์ของเรา ซึ่งมีทั้งรูปแบบ Word และ PDF ให้เลือกใช้ตามความสะดวก
คู่มือนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย กฎหมายแตกต่างกันไปตามพื้นที่และเปลี่ยนแปลงได้ โปรดปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่มีใบอนุญาตสำหรับกรณีของคุณ
