ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตัวอย่าง: แบบฟอร์ม วิธีการกรอก และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตัวอย่าง คือแบบฟอร์มที่ผู้ออกตั๋วออกเพื่อสัญญาจ่ายเงิน พร้อมอธิบายองค์ประกอบ ข้อควรระวัง และ FAQ อย่างเป็นทางการ

โดยทีมบรรณาธิการ StarterLegal อัปเดต 30 สิงหาคม 2569 2 นาที
ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตัวอย่าง: แบบฟอร์ม วิธีการกรอก และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ตั๋วสัญญาใช้เงินคืออะไร

ตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือ Promissory Note (P/N) คือ หนังสือที่ผู้ออกตั๋ว (Maker) ลงลายมือชื่อให้คำมั่นว่าจะชำระเงินจำนวนหนึ่งแก่ผู้รับเงิน (Payee) หรือผู้ถือ ตามเงื่อนไขที่ระบุในตราสาร ตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นนิติกรรมที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์รับรองตั้งแต่มาตรา 910 เป็นต้นไป และจัดอยู่ในประเภทตราสารเปลี่ยนมือ (Negotiable Instrument) ซึ่งโอนสิทธิเรียกร้องตามตั๋วให้บุคคลอื่นได้โดยการสลักหลัง (Endorsement) และส่งมอบ

วัตถุประสงค์หลักของตั๋วสัญญาใช้เงินคือการสร้างหลักฐานการเป็นหนี้ที่ชัดเจนและบังคับใช้ได้ง่ายกว่าสัญญากู้ยืมธรรมดา ผู้ออกตั๋วซึ่งเป็นลูกหนี้จึงควรตรวจสอบให้รายการครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้เจ้าหนี้หรือผู้ถือใช้เป็นพยานหลักฐานในการเรียกร้องชำระหนี้หรือฟ้องคดี ตั๋วสัญญาใช้เงินอาจใช้แทนสัญญากู้ยืมหรือเป็นตราสารสินเชื่อในทางธุรกิจ (เช่น วงเงินเบิกเกินบัญชี หรือการกู้ยืมระหว่างนิติบุคคลกับกรรมการบริษัท) ตั๋วสัญญาใช้เงินที่กรอกข้อมูลสมบูรณ์ย่อมมีน้ำหนักทางกฎหมายสูงกว่าหลักฐานการกู้ยืมลายลักษณ์อักษรที่ไม่มีองค์ประกอบของตราสารเปลี่ยนมือ

บุคคลที่เกี่ยวข้องกับตั๋วสัญญาใช้เงิน

คู่สัญญาฝ่ายแรกคือ ผู้ออกตั๋ว (Maker หรือ Issuer) ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามตั๋วและเป็นผู้ลงลายมือชื่อให้คำมั่นว่าจะชำระเงิน ผู้ออกตั๋วอาจเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ในกรณีนิติบุคคล ผู้มีอำนาจลงนามแทน (เช่น กรรมการบริษัท) ต้องกระทำการภายในขอบวัตถุประสงค์และข้อบังคับ มิฉะนั้นอาจเกิดปัญหาความสมบูรณ์ของนิติกรรม

ฝ่ายที่สองคือ ผู้รับเงิน (Payee) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เดิมตามตั๋วและเป็นผู้ทรงสิทธิเรียกร้องให้ชำระเงินตามจำนวนและเงื่อนไขในตั๋ว ผู้รับเงินอาจเป็นบุคคลภายนอกที่ไม่ได้เป็นคู่สัญญาโดยตรงในมูลหนี้เดิม กล่าวคือ ตั๋วสัญญาใช้เงินสามารถออกให้แก่บุคคลใดก็ได้โดยไม่ต้องอ้างถึงสัญญากู้ยืมอีกฉบับหนึ่ง

หากมีการโอนตั๋ว จะเกิดผู้ถือ (Holder) ซึ่งอาจเป็นผู้รับโอนจากการสลักหลังหรือผู้ถือตราสารในกรณีตั๋วชนิดผู้ถือ ผู้ถือที่ได้ตั๋วมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนย่อมมีสิทธิตามตั๋วโดยไม่ต้องรับข้อต่อสู้จากลูกหนี้เท่าที่กฎหมายตั๋วเงินกำหนด ส่วนผู้สลักหลัง (Endorser) คือบุคคลที่โอนสิทธิโดยการสลักหลังและส่งมอบตั๋ว ซึ่งผู้สลักหลังอาจต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วหากผู้ออกตั๋วผิดนัด เว้นแต่สลักหลังโดยจำกัดความรับผิด (เช่น “ปราศจากข้อรับผิด”) ผู้ใช้งานควรระบุตัวตนของผู้เกี่ยวข้องให้ชัดเจนด้วยชื่อ-สกุล เลขที่บัตรประชาชน หรือเลขทะเบียนนิติบุคคล แล้วแต่กรณี เพื่อป้องกันข้อโต้แย้งเรื่องตัวบุคคล

องค์ประกอบสำคัญของตั๋วสัญญาใช้เงิน

การที่ตั๋วสัญญาใช้เงินจะมีผลสมบูรณ์เป็นตราสารเปลี่ยนมือตามกฎหมาย ผู้จัดทำต้องจัดให้มีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วน หากขาดไปอาจทำให้ตั๋วนั้นเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินเปล่า (Incomplete Instrument) ที่ใช้บังคับไม่ได้หรือมีผลเพียงเป็นหลักฐานการกู้ยืมอย่างสามัญ องค์ประกอบที่กฎหมายกำหนดตาม ป.พ.พ. มาตรา 910 ประกอบมาตรา 913 ได้แก่

  • การระบุคำว่า “ตั๋วสัญญาใช้เงิน” ในตัวตั๋ว – ถ้อยคำดังกล่าวต้องปรากฏในเนื้อหาของเอกสาร ไม่ใช่เพียงหัวจดหมายหรือคำกำกับภายนอก
  • วันออกตั๋ว – วันที่ผู้ออกตั๋วลงลายมือชื่อและส่งมอบตราสารแก่ผู้รับเงิน
  • จำนวนเงินที่แน่นอน – ต้องระบุจำนวนเงินทั้งตัวเลขและตัวอักษรให้ตรงกัน (เช่น “50,000 บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน)”) เพื่อหลีกเลี่ยงข้อโต้แย้ง
  • ชื่อหรือยี่ห้อของผู้รับเงิน – เว้นแต่เป็นตั๋วสัญญาใช้เงินชนิดผู้ถือ (Bearer Note) ซึ่งอาจไม่ต้องระบุชื่อผู้รับเงิน
  • วันที่ต้องจ่าย – ถ้าไม่ระบุวันที่ครบกำหนด ให้ถือเป็นตั๋วชนิดจ่ายเมื่อทวงถาม (Demand Note) ตามมาตรา 916
  • ลายมือชื่อของผู้ออกตั๋ว – ต้องเป็นลายมือชื่อที่แท้จริงและตรงกับบุคคลที่มีอำนาจทำนิติกรรม มิฉะนั้นตั๋วอาจเสียไป

นอกจากองค์ประกอบพื้นฐาน ตั๋วสัญญาใช้เงินอาจระบุรายละเอียดอื่น (ถ้ามี) เพื่อเพิ่มความชัดเจน เช่น ดอกเบี้ยพร้อมอัตราที่แน่นอน สถานที่ออกตั๋ว สถานที่ชำระเงิน เงื่อนไขการผ่อนชำระ หรือข้อตกลงเกี่ยวกับการผิดนัด ถ้ามีการกรอกข้อความในตั๋วภายหลังการออกโดยไม่ได้รับความยินยอม ผู้มีส่วนได้เสียอาจยกข้อต่อสู้นั้นขึ้นต่อสู้ผู้ถือซึ่งไม่สุจริตได้ ผู้ใช้งานจึงควรกรอกแบบฟอร์มให้สมบูรณ์ตั้งแต่แรกและไม่ควรลงลายมือชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงินเปล่า

ประเภทของตั๋วสัญญาใช้เงิน

ตั๋วสัญญาใช้เงินอาจจำแนกตามลักษณะการกำหนดผู้รับเงินและตามกำหนดเวลาจ่าย การจำแนกนี้มีผลต่อวิธีการโอนและการใช้บังคับ

  1. แบ่งตามผู้รับเงิน – ตั๋วสัญญาใช้เงินชนิดระบุชื่อ (Order Note) ระบุผู้รับเงินเป็นการเฉพาะเจาะจง ต้องโอนโดยการสลักหลังและส่งมอบ ส่วนตั๋วสัญญาใช้เงินชนิดผู้ถือ (Bearer Note) ไม่ระบุชื่อผู้รับเงินหรือระบุว่า “ให้แก่ผู้ถือ” การโอนทำได้เพียงส่งมอบตัวตั๋วโดยไม่ต้องสลักหลัง
  2. แบ่งตามกำหนดเวลาจ่าย – ตั๋วสัญญาใช้เงินชนิดจ่ายตามเวลา (Time Note) ระบุวันที่ครบกำหนดแน่นอนหรือระยะเวลาหลังวันออกตั๋ว (เช่น “หลังจากวันออกตั๋ว 90 วัน”) ทำให้คู่สัญญาทราบภาระหนี้ล่วงหน้า เหมาะกับการกู้ยืมที่มีกำหนดชำระชัดเจน ส่วนตั๋วสัญญาใช้เงินชนิดจ่ายเมื่อทวงถาม (Demand Note) ไม่มีวันที่ครบกำหนด ผู้ถือสามารถเรียกให้ชำระเงินได้ทันทีหรือเมื่อใดก็ได้ มักใช้ในวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนหรือกรณีที่คู่สัญญาประสงค์ความยืดหยุ่น อย่างไรก็ดี ตั๋วชนิดจ่ายเมื่อทวงถามอาจมีอายุความสั้นลงในทางปฏิบัติ เนื่องจากเหตุแห่งการทวงถามเริ่มนับอายุความใหม่

การเลือกประเภทของตั๋วให้เหมาะสมกับสภาพหนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ ผู้ใช้งานควรพิจารณาลักษณะความสัมพันธ์ทางธุรกิจและวัตถุประสงค์ในการใช้ตราสารเพื่อกำหนดแบบของตั๋วให้สอดคล้องกับการบังคับใช้และภาระทางภาษีอากร

การใช้ตั๋วสัญญาใช้เงินและกรณีที่พบบ่อย

ตั๋วสัญญาใช้เงินถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายทั้งในระดับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล กรณีที่พบบ่อย ได้แก่

  • การกู้ยืมเงินระหว่างบุคคล – ผู้ให้กู้อาจขอให้ผู้กู้ลงนามในตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นหลักฐานแทนหรือควบคู่กับสัญญากู้ยืม เพื่อให้มีตราสารเปลี่ยนมือที่ฟ้องร้องได้สะดวก
  • วงเงินสินเชื่อและเงินเบิกเกินบัญชี – สถาบันการเงินหรือเจ้าหนี้การค้ามักให้ลูกหนี้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินชนิดจ่ายเมื่อทวงถามหรือชนิดมีกำหนดเวลาเพื่อค้ำประกันวงเงินสินเชื่อ โดยเฉพาะในสัญญาเงินกู้ระยะสั้น
  • การค้ำประกันหนี้บริษัทโดยกรรมการ – ในทางปฏิบัติ มักมีการให้กรรมการบริษัทออกตั๋วสัญญาใช้เงินส่วนตัวเพื่อค้ำประกันหนี้ของบริษัท (ตอบโจทย์คำค้นหา “ตั๋วสัญญาใช้เงิน กรรมการ”) กรณีนี้กรรมการจะอยู่ในฐานะผู้ออกตั๋วร่วมหรือผู้อาวัล (Aval) เพื่อประกันการชำระหนี้ตามตั๋ว โดยต้องระบุความรับผิดให้ชัดเจนว่าเป็นการค้ำประกันหรือร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม
  • การใช้เป็นหลักประกันในธุรกรรมการค้า – ผู้ขายอาจขอให้ผู้ซื้อออกตั๋วสัญญาใช้เงินแทนการให้เครดิตเทอม (Credit Term) เพื่อให้ผู้ขายสามารถนำตั๋วไปขายลด (Discount) หรือโอนสิทธิเรียกร้องแก่บุคคลที่สามได้

ผู้ใช้งานที่เป็นนิติบุคคลควรตรวจสอบอำนาจของผู้ลงนามตามหนังสือรับรองของบริษัทและข้อบังคับ เพื่อมิให้ตั๋วเสียเปล่าเพราะผู้ลงนามไม่มีอำนาจทำการแทน

เปรียบเทียบตั๋วสัญญาใช้เงินกับตั๋วเงินจ่ายและตราสารอื่น

ตั๋วสัญญาใช้เงินมักถูกเข้าใจสับสนกับ “ตั๋วเงินจ่าย” (Notes Payable) ซึ่งเป็นบัญชีทางบัญชี ไม่ใช่ตราสารตามกฎหมายตั๋วเงิน จึงไม่มีสภาพเป็นตราสารเปลี่ยนมือและไม่อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ตาม ป.พ.พ. ว่าด้วยตั๋วเงิน ในขณะที่ตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นนิติกรรมเอกสารที่มีสถานะทางกฎหมายเฉพาะ นอกจากนี้ ตั๋วเงินในความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ยังแบ่งเป็นสามประเภท ได้แก่ ตั๋วแลกเงิน (Bill of Exchange) ตั๋วสัญญาใช้เงิน และเช็ค (Cheque) ซึ่งล้วนเป็นตราสารเปลี่ยนมือแต่มีลักษณะและคู่สัญญาต่างกัน ดังตารางเปรียบเทียบต่อไปนี้

คุณลักษณะ ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วแลกเงิน เช็ค
พื้นฐานกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 910 เป็นต้นไป ป.พ.พ. มาตรา 898 เป็นต้นไป ป.พ.พ. มาตรา 987 เป็นต้นไป
คู่สัญญาหลัก ผู้ออกตั๋ว (ลูกหนี้) และผู้รับเงิน ผู้ออกตั๋ว (สั่งจ่าย) ผู้จ่ายเงิน และผู้รับเงิน ผู้เซ็นเช็ค (ลูกค้าธนาคาร) ธนาคารผู้จ่าย และผู้รับเงิน
ลักษณะคำมั่น ผู้ออกตั๋วให้คำมั่นว่าจะจ่ายเงินเอง ผู้ออกตั๋วสั่งให้บุคคลภายนอก (ผู้จ่าย) จ่ายเงิน ผู้เซ็นเช็คสั่งให้ธนาคารจ่ายเงินตามเช็ค
การเปลี่ยนมือ สลักหลังและส่งมอบ (กรณีระบุชื่อ) หรือส่งมอบ (กรณีผู้ถือ) สลักหลังและส่งมอบ หรือตามกฎหมายว่าด้วยการโอน โดยทั่วไปเปลี่ยนมือได้โดยสลักหลัง เว้นแต่ขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ”
อากรแสตมป์ (Stamp Duty) ต้องปิดอากรแสตมป์ตามอัตราในรัชฎากร (เช่น 1 บาทต่อ 2,000 บาท) หลักการเดียวกันกับตั๋วสัญญาใช้เงิน ไม่ต้องปิดอากรแสตมป์
ระยะเวลาบังคับใช้ (อายุความ) 10 ปี นับแต่วันครบกำหนด หรือ 10 ปีนับแต่วันออกตั๋วสำหรับตั๋วชนิดจ่ายเมื่อทวงถาม (อายุความตามกฎหมายตั๋วเงินอาจสั้นกว่าหากนับจากวันทวงถาม) 10 ปีนับแต่วันครบกำหนด หรืออายุความเฉพาะในความสัมพันธ์ระหว่างคู่สัญญา 1 ปีนับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน
การใช้งานทั่วไป หลักฐานการกู้ยืม สินเชื่อ หนังสือค้ำประกัน การค้าระหว่างประเทศ การขายลดตั๋ว การเรียกเก็บเงินข้ามเขต การชำระเงินโดยผ่านบัญชีธนาคาร

จากตารางจะเห็นว่าตั๋วสัญญาใช้เงินเหมาะสมกับกรณีที่ผู้ออกตั๋วประสงค์จะรับภาระหนี้ด้วยตนเองและสร้างตราสารที่โอนสิทธิแก่บุคคลอื่นได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้จ่ายเงินที่เป็นบุคคลภายนอกเหมือนตั๋วแลกเงิน และมีอายุความยาวนานกว่าเช็ค ผู้ใช้ควรเลือกตราสารให้ตรงกับลักษณะธุรกรรมและตรวจสอบเรื่องอากรแสตมป์ให้ถูกต้อง

ข้อควรระวัง: ความผิดพลาดที่อาจทำให้ตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นโมฆะ

ในการจัดทำตั๋วสัญญาใช้เงิน มีข้อผิดพลาดหลายประการที่อาจทำให้ตั๋วขาดความสมบูรณ์หรือศาลไม่รับฟังเป็นพยานหลักฐานสำคัญ ผู้ใช้งานควรระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งในประเด็นต่อไปนี้

  • การเขียนจำนวนเงินไม่ชัดเจน – หากจำนวนเงินที่เป็นตัวเลขและตัวอักษรไม่ตรงกัน ศาลอาจตีความจำนวนเงินตามตัวอักษรเป็นสำคัญ แต่ความไม่ชัดเจนย่อมสร้างข้อต่อสู้ให้ลูกหนี้
  • การขาดองค์ประกอบสำคัญ – เช่น ไม่ใส่คำว่า “ตั๋วสัญญาใช้เงิน” ในเนื้อหาตั๋ว หรือไม่ระบุชื่อผู้รับเงินในตั๋วชนิดระบุชื่อ ตั๋วนั้นอาจไม่มีสภาพเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินตามกฎหมาย คงเป็นเพียงหลักฐานการกู้ยืมธรรมดา ซึ่งภาระการพิสูจน์หนี้จะหนักขึ้น
  • การลงลายมือชื่อไม่สมบูรณ์ – ลายมือชื่อปลอมแปลง หรือผู้ลงนามไม่มีอำนาจทำนิติกรรม (เช่น ผู้เยาว์โดยไม่ได้รับความยินยอม) อาจเป็นเหตุให้ตั๋วเป็นโมฆะหรือไม่ผูกพันผู้ออกตั๋วที่แท้จริง
  • การไม่มีตราสารต้นฉบับ – โดยหลักแล้วสิทธิเรียกร้องตามตั่วย่อมติดอยู่กับตราสาร หากต้นฉบับสูญหาย เจ้าหนี้ต้องใช้กระบวนการทางศาลเพื่อขอให้ใช้สำเนาแทน ซึ่งยุ่งยากและอาจไม่สำเร็จ
  • การละเลยอากรแสตมป์ (Stamp Duty) – ตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ให้ครบภายในเวลาที่กำหนด หากไม่ปิดหรือปิดไม่ครบ อาจส่งผลให้ตราสารนั้นไม่สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ และอาจมีโทษทางภาษี
  • การแก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยไม่มีการรับรอง – การขูดลบหรือเขียนทับโดยไม่มีลายเซ็นกำกับ อาจทำให้ข้อความที่แก้ไขไม่มีผล หรือทำให้ตั๋วเสียความน่าเชื่อถือ

ความผิดพลาดเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องทำให้ตั๋วเป็นโมฆะเสียทั้งหมด แต่อาจลดทอนความสามารถในการบังคับใช้และเพิ่มต้นทุนในการพิสูจน์หนี้ คู่สัญญาจึงควรใช้แบบฟอร์มมาตรฐาน กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน และตรวจทานก่อนลงนาม

ตัวอย่างการกรอกตั๋วสัญญาใช้เงินพร้อมคำอธิบาย

เพื่อให้ผู้ใช้งานเห็นภาพการกรอกตั๋วสัญญาใช้เงินที่ถูกต้อง ขอยกตัวอย่างแบบฟอร์มที่กรอกเสร็จแล้วโดยใช้ข้อมูลสมมติ ดังต่อไปนี้

ตัวอย่างตั๋วสัญญาใช้เงิน (ฉบับสมมติ)

ข้อความในตั๋ว: “ตั๋วสัญญาใช้เงิน ข้าพเจ้า นายสมชาย ใจดี เลขประจำตัวประชาชน 1-2345-67890-12-3 อยู่บ้านเลขที่ 123/45 ถนนพระราม 4 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ขอให้คำมั่นว่า จะจ่ายเงินจำนวน 50,000 บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน) แก่ นางสาววิภา รักดี ตามเลขประจำตัวประชาชน 9-8765-43210-98-7 หรือตามคำสั่งของนางสาววิภา รักดี ณ วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ถ้าผิดนัดยอมให้คิดดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงินนับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ ออกให้ ณ จังหวัดกรุงเทพมหานคร วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569 ลงชื่อ (ลายมือชื่อ) นายสมชาย ใจดี (ผู้ออกตั๋ว) (ลงชื่อพยาน) (......) (......)”

คำอธิบายประกอบรายการสำคัญ

  • คำว่า “ตั๋วสัญญาใช้เงิน” – ระบุไว้ต้นฉบับอย่างชัดเจน เพื่อให้เข้าเงื่อนไขมาตรา 910
  • ข้อมูลผู้ออกตั๋ว – ระบุชื่อ-สกุล เลขบัตรประชาชน และที่อยู่ครบถ้วน ทำให้ระบุตัวตนลูกหนี้ได้โดยไม่คลุมเครือ ข้อมูลเหล่านี้ต้องตรงกับเอกสารราชการ
  • ผู้รับเงิน – ระบุชื่อและเลขบัตรประชาชนของเจ้าหนี้ และเพิ่มข้อความ “หรือตามคำสั่ง” เพื่อเปิดช่องให้สลักหลังโอนได้
  • จำนวนเงิน – ระบุทั้งตัวเลข (50,000 บาท) และตัวอักษร (ห้าหมื่นบาทถ้วน) ในวงเล็บ เพื่อป้องกันการแก้ไข
  • วันที่ครบกำหนด – ระบุชัดเจน (30 มิถุนายน 2569) ทำให้เป็นตั๋วชนิดจ่ายตามเวลา หากไม่ระบุจะกลายเป็นชนิดจ่ายเมื่อทวงถามทันทีตามกฎหมาย
  • ดอกเบี้ยผิดนัด – กำหนดอัตราดอกเบี้ยหลังผิดนัดไว้ร้อยละ 7.5 ต่อปี สอดคล้องกับแนวปฏิบัติของศาล และสามารถตกลงให้สูงกว่านี้ได้แต่ต้องไม่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด
  • วันออกตั๋วและสถานที่ออก – จำเป็นเพื่อให้ทราบเขตอำนาจศาลในกรณีฟ้องร้อง
  • ลายมือชื่อผู้ออกตั๋ว – ต้องเป็นลายมือชื่อจริงและสอดคล้องกับชื่อที่พิมพ์ไว้ ข้างท้ายอาจลงชื่อพยานเพิ่มเติมเพื่อน้ำหนักพยานหลักฐาน (ไม่จำเป็นตามกฎหมาย แต่แนะนำ)

จากตัวอย่างนี้ ผู้ใช้งานจะเห็นว่าแบบฟอร์มตั๋วสัญญาใช้เงินสามารถกรอกได้โดยใช้หลักการง่าย ๆ แต่ต้องอาศัยความรอบคอบในรายละเอียดทุกช่อง โดยเฉพาะจำนวนเงินและวันเวลา ซึ่งเป็นหัวใจของหนี้ตามตั๋ว

ขั้นตอนและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้

เมื่อลูกหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามกำหนด ผู้ถือตั๋วย่อมมีสิทธิดำเนินการบังคับชำระหนี้ได้ โดยขั้นตอนหลักมีดังนี้

  1. การทวงถาม – ก่อนฟ้องคดี เจ้าหนี้ควรออกหนังสือทวงถาม (หนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้) เพื่อให้ลูกหนี้ทราบถึงการผิดนัดและกำหนดเวลาให้ชำระหนี้ แม้กฎหมายตั๋วเงินจะไม่ได้กำหนดให้ต้องทวงถามเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนฟ้องเสมอไป แต่ในทางปฏิบัติ การส่งหนังสือทวงถามช่วยให้เห็นว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดแล้ว และตัดประเด็นข้อต่อสู้ว่ายังไม่ถึงกำหนดชำระ
  2. การฟ้องคดี – ผู้ถือสามารถยื่นฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจตามมูลคดี (เช่น ภูมิลำเนาของจำเลย หรือสถานที่ออกตั๋ว) โดยใช้ตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับต้นฉบับเป็นพยานหลักฐานหลัก คดีฟ้องตามตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นคดีแพ่งที่อาจขอให้บังคับตามตั๋วโดยตรงและเรียกดอกเบี้ยผิดนัดได้
  3. อายุความ – อายุความฟ้องตามตั๋วสัญญาใช้เงิน คือ 10 ปี นับแต่วันครบกำหนด (สำหรับตั๋วมีกำหนดเวลา) หรือ 10 ปีนับแต่วันออกตั๋ว (สำหรับชนิดจ่ายเมื่อทวงถาม) อนึ่ง อาจมีอายุความสั้นกว่านั้นในบางกรณี เช่น 3 ปี สำหรับตั๋วชนิดจ่ายเมื่อทวงถาม หากนับจากวันทวงถาม ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาบางเรื่อง จึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญแล้วแต่กรณี
  4. การพิสูจน์หนี้ – ภาระการนำสืบตกแก่ผู้ถือที่จะแสดงว่าได้รับตั๋วมาโดยสุจริตและมีสิทธิเรียกเงิน หากลายมือชื่อถูกโต้แย้งว่าเป็นของปลอม ศาลอาจสั่งให้มีการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อ
  5. การบังคับคดี – เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสามารถนำหมายบังคับคดีไปยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ได้ต่อไป

ดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมาย (โดยทั่วไปร้อยละ 7.5 ต่อปี หรือตามอัตราที่คู่สัญญาตกลงไว้ไม่เกินกฎหมายกำหนด) จะเริ่มคิดนับแต่วันผิดนัดจนกว่าชำระเสร็จ การคิดดอกเบี้ยทบต้นอาจทำได้ก็ต่อเมื่อระบุข้อตกลงนั้นไว้ชัดแจ้งในตั๋ว

ค่าใช้จ่ายและระยะเวลาที่เกี่ยวข้อง

ตั๋วสัญญาใช้เงินมิได้กำหนดให้ต้องจดทะเบียนต่อหน่วยงานราชการแต่อย่างใด การนำมาใช้จึงมีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก แต่มีค่าใช้จ่ายที่คู่สัญญาควรทราบ ดังนี้

  • อากรแสตมป์ (Stamp Duty) – ตามประมวลรัษฎากร ตั๋วสัญญาใช้เงินต้องปิดอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาทต่อทุกจำนวน 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท ของจำนวนเงินตามตั๋ว โดยต้องปิดอากรให้ครบภายในเวลา 15 วันนับแต่วันออกตั๋ว (หากออกในประเทศไทย) เพื่อให้ตราสารสมบูรณ์ในทางภาษีและใช้เป็นพยานหลักฐานได้
  • ค่าธรรมเนียมศาล – กรณีฟ้องร้องบังคับตามตั๋ว ค่าขึ้นศาลจะคำนวณจากทุนทรัพย์ (จำนวนเงินตามตั๋วบวกดอกเบี้ย) ในอัตราก้าวหน้าตามตารางค่าธรรมเนียมศาลยุติธรรม สูงสุดไม่เกิน 250,000 บาทต่อคดี (สำหรับทุนทรัพย์ไม่เกิน 50 ล้านบาท) ผู้ถือควรคำนวณภาระค่าธรรมเนียมล่วงหน้า เนื่องจากเมื่อชนะคดีอาจขอให้ลูกหนี้ชำระคืนบางส่วนได้
  • ระยะเวลา – การจัดทำตั๋วใช้เวลาเพียงเล็กน้อยในการกรอกแบบฟอร์ม ส่วนการบังคับคดีทางศาลโดยทั่วไปอาจใช้เวลา 6-12 เดือน หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของคดีและการมีทรัพย์สินของลูกหนี้

การไม่ปิดอากรแสตมป์หรือปิดไม่ครบอาจส่งผลให้เสียเงินเพิ่มอากรและเบี้ยปรับ และที่สำคัญคือตราสารอาจไม่ถูกรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งจนกว่าจะเสียอากรและเบี้ยปรับครบถ้วน ผู้ใช้งานจึงควรตรวจสอบอัตราอากรที่เป็นปัจจุบันและจัดการให้ถูกต้องตั้งแต่แรก

คำถามที่พบบ่อย

ตั๋วสัญญาใช้เงินคืออะไร? ตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือ Promissory Note (P/N) คือ ตราสารที่ผู้ออกตั๋ว (Maker) ทำขึ้นเพื่อให้คำมั่นว่าจะชำระเงินจำนวนหนึ่งแก่ผู้รับเงิน (Payee) หรือผู้ถือ ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ เป็นนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สามารถเปลี่ยนมือได้โดยการสลักหลัง

ตั๋วสัญญาใช้เงิน ใช้ยังไง? ผู้ใช้งานสามารถกรอกข้อมูลตามแบบฟอร์มมาตรฐาน โดยระบุคู่สัญญา จำนวนเงิน วันครบกำหนด และลงลายมือชื่อ แล้วส่งมอบตั๋วให้ผู้รับเงินไว้เป็นหลักฐานการเป็นหนี้ เมื่อถึงกำหนด ผู้รับเงินอาจนำตั๋วไปขึ้นเงิน หรือหากผิดนัดก็ใช้เป็นหลักฐานฟ้องร้องได้

ตั๋วสัญญาใช้เงิน กับ ตั๋วเงินจ่าย เหมือนกันไหม? แตกต่างกัน ตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นตราสารทางกฎหมาย (Negotiable Instrument) ที่ออกโดยลูกหนี้เพื่อรับสภาพหนี้โดยตรง ส่วน ‘ตั๋วเงินจ่าย’ (Notes Payable) เป็นศัพท์ทางบัญชีที่หมายถึงภาระหนี้สินของกิจการ มักใช้บันทึกหนี้ระยะสั้น ไม่ใช่ตราสารเปลี่ยนมือ

ตั๋วเงิน 3 ประเภท มีอะไรบ้าง? ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตั๋วเงินแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ (1) ตั๋วแลกเงิน (Bill of Exchange) (2) ตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory Note) และ (3) เช็ค (Cheque) ทั้งสามชนิดเป็นตราสารเปลี่ยนมือแต่มีลักษณะการใช้และคู่สัญญาต่างกัน

จำเป็นต้องมีพยานในการลงนามตั๋วสัญญาใช้เงินไหม? ไม่จำเป็น โดยทั่วไปกฎหมายไม่ได้บังคับให้ต้องมีพยานลงลายมือชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงิน แต่การมีพยานอาจช่วยเพิ่มน้ำหนักในทางพยานหลักฐานหากเกิดข้อโต้แย้งเรื่องลายมือชื่อหรือความสมัครใจ

ถ้าไม่มีวันจ่ายในตั๋วสัญญาใช้เงิน จะเป็นอย่างไร? ตามมาตรา 916 หากไม่ระบุวันครบกำหนด ให้ถือว่าเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินชนิดจ่ายเมื่อทวงถาม (Demand Note) ซึ่งผู้ถือสามารถเรียกให้จ่ายเงินได้ทันทีหรือเมื่อใดก็ได้ภายในอายุความ

ตั๋วสัญญาใช้เงินสามารถโอนให้ผู้อื่นได้หรือไม่? ได้ หากเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินชนิดระบุชื่อ ผู้รับเงินอาจโอนโดยการสลักหลัง (Endorsement) และส่งมอบตัวตั๋วให้แก่ผู้รับโอน ส่วนชนิดผู้ถือเพียงส่งมอบตั๋วก็โอนสิทธิเรียกร้องได้

ตัวอย่าง ตั๋วสัญญาใช้เงิน Word/PDF หาได้ที่ไหน? ผู้ใช้งานอาจดาวน์โหลดแบบฟอร์มตัวอย่างได้จากเว็บไซต์ของเรา ซึ่งมีทั้งรูปแบบ Word และ PDF ให้เลือกใช้ตามความสะดวก

คู่มือนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย กฎหมายแตกต่างกันไปตามพื้นที่และเปลี่ยนแปลงได้ โปรดปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่มีใบอนุญาตสำหรับกรณีของคุณ

คู่มือที่เกี่ยวข้อง

คู่มือทั้งหมด