แบบฟอร์มสัญญายืมเงินตามกฎหมายใหม่ 2566

แบบฟอร์มสัญญายืมเงินตามกฎหมายใหม่ 2566 คือ หนังสือสัญญาที่คู่สัญญาจัดทำขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานการยืมเงิน โดยระบุจำนวนเงิน เงื่อนไขการชำระคืน และสิทธิหน้าที่ตามกฎหมาย ผู้ใช้งานสามารถศึกษาองค์ประกอบ วิธีการกรอก ตัวอย่าง และข้อควรระวังได้จากบทความนี้

โดยทีมบรรณาธิการ StarterLegal อัปเดต 2 กันยายน 2569 2 นาที
แบบฟอร์มสัญญายืมเงินตามกฎหมายใหม่ 2566

แบบฟอร์มสัญญายืมเงินตามกฎหมายใหม่ 2566 คืออะไร

แบบฟอร์มสัญญายืมเงินตามกฎหมายใหม่ 2566 คือแม่แบบที่ใช้บันทึกข้อตกลงการยืมเงินระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ให้เป็นหลักฐานทางกฎหมาย โดยมีสาระสำคัญครบถ้วนตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนด

แบบฟอร์มฉบับปรับปรุงนี้เน้นความชัดเจนของข้อมูลคู่สัญญา จำนวนเงิน กำหนดชำระคืน อัตราดอกเบี้ย และเงื่อนไขผิดนัด รวมถึงรองรับการใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้สัญญาที่ทำทางออนไลน์มีผลใช้บังคับได้ ผู้ยืมและผู้ให้ยืมจึงควรใช้แม่แบบที่สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่เพื่อลดความเสี่ยงเมื่อเกิดข้อพิพาท

ความสำคัญของการทำสัญญายืมเงิน

สัญญายืมเงินที่เป็นหนังสือไม่เพียงแต่ช่วยให้เจ้าหนี้ฟ้องร้องบังคับคดีได้เท่านั้น แต่ยังกำหนดหน้าที่ของลูกหนี้ให้ชัดเจน ป้องกันการโต้แย้งเรื่องจำนวนเงินหรือดอกเบี้ยภายหลัง การมีเอกสารลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่ายและพยานอย่างน้อยสองคนจึงเปรียบเสมือนเกราะป้องกันทางกฎหมาย

นอกจากประโยชน์ในการฟ้องคดีแพ่งแล้ว สัญญายืมเงินที่ถูกต้องยังใช้เป็นหลักฐานประกอบการขอคืนภาษีหรือการจำหน่ายหนี้สูญทางบัญชีได้ หลายคนมองข้ามว่าแม้ยืมเงินด้วยวาจาก็ฟ้องได้ แต่ในทางปฏิบัติศาลมักกำหนดให้ต้องมีพยานเอกสารมารองรับเสมอ หากไม่มีสัญญาเป็นหนังสือ ภาระการพิสูจน์จะตกแก่เจ้าหนี้เกือบทั้งหมด

ประเภทของสัญญายืมเงินและการเลือกใช้ตามสถานการณ์

การเลือกประเภทสัญญาให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริงช่วยให้ข้อตกลงรัดกุมและบังคับใช้ได้ตรงตามเจตนา รูปแบบที่พบบ่อยได้แก่

  • สัญญายืมเงินไม่มีหลักประกัน – เหมาะกับวงเงินไม่สูง ระหว่างคนรู้จัก
  • สัญญายืมเงินมีหลักประกัน – ใช้เมื่อมีทรัพย์สินค้ำประกัน เช่น ที่ดินหรือรถยนต์
  • สัญญาผ่อนชำระเป็นงวด – ระบุตารางผ่อนรายเดือนชัดเจน
  • สัญญาเมื่อทวงถาม – เจ้าหนี้เรียกคืนเมื่อใดก็ได้ตามเงื่อนไข
  • สัญญาระหว่างบริษัท – เพิ่มรายละเอียดทางบัญชีและภาษี

เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ตารางต่อไปนี้จับคู่สถานการณ์จริงกับประเภทสัญญาที่แนะนำ

สถานการณ์ ประเภทสัญญาที่แนะนำ เหตุผล
เพื่อนยืมเงิน 30,000 บาท ไม่มีทรัพย์ค้ำ ไม่มีหลักประกัน วงเงินไม่สูง ลดขั้นตอนยุ่งยาก
กู้ซื้อบ้าน 2 ล้านบาท มีโฉนดค้ำ มีหลักประกัน (พร้อมสัญญาจำนอง) ทรัพย์สินมีมูลค่าสูง ต้องมีประกันที่มั่นคง
ปล่อยกู้ให้พนักงานผ่อน 12 เดือน ผ่อนชำระเป็นงวด กำหนดตารางชำระแน่นอน ง่ายต่อการติดตาม
กู้ระยะสั้นระหว่างบริษัทในเครือ ระหว่างบริษัท มีประเด็นภาษีและบัญชีที่ต้องระบุ

ในทุกกรณี หากมีข้อสงสัย ควรปรึกษาทนายความหรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้แบบฟอร์มสัญญายืมเงินตามกฎหมายใหม่ 2566 สะท้อนข้อตกลงที่แท้จริง

องค์ประกอบสำคัญในแบบฟอร์มสัญญายืมเงิน

เพื่อให้สัญญามีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ควรมีรายการต่อไปนี้อย่างครบถ้วน

  1. ชื่อและที่อยู่คู่สัญญา พร้อมเลขประจำตัวประชาชน หรือเลขทะเบียนนิติบุคคล
  2. จำนวนเงินและสกุลเงิน ระบุทั้งตัวเลขและตัวอักษร เช่น 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน)
  3. กำหนดชำระคืน ไม่ว่าจะเป็นวันเดียวหรือผ่อนชำระ และสถานที่ชำระหนี้ (ถ้ามี)
  4. อัตราดอกเบี้ย ต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปีสำหรับบุคคลธรรมดา ตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา
  5. เงื่อนไขผิดนัด รวมถึงดอกเบี้ยผิดนัดและข้อเร่งรัดให้หนี้ทั้งหมดถึงกำหนดทันที (Acceleration Clause)
  6. ลายมือชื่อคู่สัญญาและพยาน อย่างน้อยสองคน พร้อมชื่อตัวบรรจง
  7. วันที่ทำสัญญา เพื่อเริ่มนับอายุความ
  8. ข้อกำหนดเพิ่มเติม เช่น การโอนสิทธิเรียกร้อง การแปลงหนี้ใหม่ หรือการระงับหนี้

ถ้าเข้าข่ายต้องปิดอากรแสตมป์ ควรดำเนินการให้เรียบร้อยก่อนนำไปใช้เป็นพยานหลักฐานในศาล

กฎหมายที่เกี่ยวข้องและการเปลี่ยนแปลงในปี 2566

การทำสัญญายืมเงินอยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 9 ว่าด้วยยืม (มาตรา 650–656) เป็นหลัก ในปี 2566 ประเด็นที่ผู้ใช้ควรให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นคือการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเปิดทางให้สัญญายืมเงินที่ทำในรูปแบบดิจิทัลมีผลทางกฎหมาย หากมีลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อถือได้และสามารถพิสูจน์ความถูกต้องของข้อมูลได้

นอกจากนี้ การปรับปรุงหลักเกณฑ์อากรแสตมป์บางรายการและการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ยังส่งผลต่อวิธีการเก็บรักษาสัญญา ผู้ให้ยืมที่เป็นนิติบุคคลต้องมั่นใจว่าการจัดเก็บสำเนาบัตรประชาชนหรือข้อมูลส่วนบุคคลของลูกหนี้เป็นไปตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูล

แม้ว่ามาตรา 653 ที่กำหนดให้การกู้ยืมเงินเกิน 2,000 บาทต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้นคงเดิมมาเนิ่นนาน แต่การยืนยันหลักฐานทางดิจิทัลในศาลเป็นเรื่องที่ถูกยกขึ้นพิจารณามากขึ้นในปีหลัง ๆ ดังนั้น แบบฟอร์มสัญญายืมเงินตามกฎหมายใหม่ 2566 จึงควรจัดเก็บในรูปแบบที่สามารถอ้างอิงเป็นพยานหลักฐานได้ทั้งทางกายภาพและอิเล็กทรอนิกส์

จำเป็นต้องทำสัญญายืมเงินเป็นหนังสือหรือไม่

จำเป็น หากวงเงินกู้เกิน 2,000 บาท เพราะมาตรา 653 วรรคแรก ระบุว่า หากไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืม จะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ แม้การตกลงด้วยวาจาจะไม่เป็นโมฆะ แต่เมื่อเกิดข้อพิพาท เจ้าหนี้แทบไม่มีทางนำสืบพยานบุคคลให้ศาลรับฟังได้

ดังนั้น ทางปฏิบัติที่ปลอดภัยคือทำสัญญาเป็นหนังสือทุกครั้ง ไม่ว่าวงเงินเท่าใด โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวพันกับบุคคลภายนอกหรือสถาบันการเงิน การมีสัญญายืมเงินที่สมบูรณ์ยังช่วยให้เจ้าหนี้ได้รับความคุ้มครองในชั้นบังคับคดีและลดระยะเวลาในกระบวนการศาลด้วย

วิธีการกรอกแบบฟอร์มสัญญายืมเงินตามกฎหมายใหม่ 2566 ทีละขั้นตอน

ทำตามลำดับต่อไปนี้เพื่อให้ข้อมูลในสัญญาถูกต้องและรัดกุม

  1. วันที่ทำสัญญา – ระบุวัน เดือน ปี ให้ตรงกับวันที่ลงนามจริง
  2. ชื่อและที่อยู่คู่สัญญา – กรอกชื่อ-สกุล เลขบัตรประชาชน และที่อยู่ตามทะเบียนบ้านของทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ ตรวจสอบให้ตรงกับเอกสารราชการ
  3. จำนวนเงิน – เขียนตัวเลขพร้อมวงเล็บตัวอักษร เช่น 200,000 บาท (สองแสนบาทถ้วน) หากเป็นเงินตราต่างประเทศให้ระบุอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้อ้างอิง
  4. กำหนดชำระคืน – ระบุให้เจาะจง เช่น “ชำระเต็มจำนวนภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2569” หรือ “ผ่อน 12 งวด งวดละ 5,000 บาท ทุกวันที่ 1 ของเดือน”
  5. อัตราดอกเบี้ย – ระบุเป็นร้อยละต่อปี (Percent per Annum) ถ้าไม่คิดดอกเบี้ยให้เขียนว่า “ไม่มีดอกเบี้ย” ไว้ให้ชัดเจน
  6. เงื่อนไขผิดนัด – กำหนดดอกเบี้ยผิดนัดแยกต่างหาก และระบุข้อเร่งรัดให้หนี้ทั้งหมดถึงกำหนดทันทีหากผิดนัดติดต่อกันตามจำนวนงวดที่ตกลง
  7. ลายมือชื่อ – ผู้ให้ยืมและผู้ยืมลงชื่อต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคน พยานควรเป็นบุคคลที่ไม่ใช่คู่สัญญาหรือมีส่วนได้เสียโดยตรง
  8. หลักประกัน (ถ้ามี) – แนบเอกสารจำนองหรือจำนำ พร้อมระบุรายการทรัพย์สินให้ตรงกับสัญญาหลัก
  9. สำเนาและเอกสารแนบ – เก็บสำเนาสัญญาให้ทั้งสองฝ่าย และแนบสำเนาบัตรประชาชนของผู้ลงนามกับพยานทุกคน
  10. อากรแสตมป์ – ปิดอากรให้ถูกต้องตามประมวลรัษฎากรก่อนนำไปใช้ทางศาล

ตัวอย่างแบบฟอร์มสัญญายืมเงินที่กรอกเสร็จแล้ว

ตารางต่อไปนี้แสดงตัวอย่างข้อมูลที่กรอกในแต่ละฟิลด์ของสัญญา เพื่อให้เห็นภาพการนำไปใช้งานจริง

ฟิลด์ ข้อมูลตัวอย่าง
วันที่ทำสัญญา 1 กุมภาพันธ์ 2569
ผู้ให้ยืม (เจ้าหนี้) นายเอก อยู่ดี เลขประจำตัวประชาชน 1-2345-67890-12-3 บ้านเลขที่ 1 ถ.พระรามที่ 4 เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ
ผู้ยืม (ลูกหนี้) นายบี กู้ทรัพย์ เลขประจำตัวประชาชน 9-8765-43210-98-7 บ้านเลขที่ 2 ถ.สีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ
จำนวนเงิน 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน)
กำหนดชำระคืน ผ่อนรายเดือน 12 งวด งวดละ 8,333.33 บาท ทุกวันที่ 1 เริ่ม 1 มีนาคม 2569
อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 5 ต่อปี (คิดจากเงินต้นคงเหลือแบบลดต้นลดดอก)
ดอกเบี้ยผิดนัด ร้อยละ 7.5 ต่อปีของค่างวดที่ค้าง
เงื่อนไขผิดนัด หากผิดนัด 2 งวดติดต่อกัน ให้หนี้ทั้งหมดถึงกำหนดทันที
พยาน นายซี พยาน และ นายดี พยาน
อากรแสตมป์ 50 บาท (สำหรับวงเงิน 100,000 บาท)

การคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกช่วยให้ผู้ยืมจ่ายดอกเบี้ยตามเงินต้นที่เหลือจริง และควรระบุวิธีการคำนวณให้แจ้งชัดตั้งแต่ต้น

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำสัญญายืมเงิน

แม้จะใช้แบบฟอร์มสำเร็จรูป ผู้ใช้จำนวนมากก็ยังพลาดจุดสำคัญจนทำให้สัญญาอ่อนแอหรือใช้บังคับไม่ได้บางส่วน ต่อไปนี้คือข้อผิดพลาดที่ควรระวัง

  1. ไม่กรอกจำนวนเงินเป็นตัวอักษร ทำให้ตัวเลขถูกแก้ไขภายหลังได้
  2. กำหนดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปี ข้อกำหนดดอกเบี้ยนั้นจะเป็นโมฆะทันที
  3. ลงชื่อโดยไม่มีพยาน แม้ไม่ถึงขั้นเสียเปล่า แต่น้ำหนักพยานหลักฐานจะลดลง
  4. ไม่ระบุวันชำระคืนแน่นอน ทำให้เจ้าหนี้เรียกคืนเมื่อใดก็ได้ หรือในทางกลับกันลูกหนี้อาจอ้างว่าไม่ถึงกำหนด
  5. ใช้ภาษาคลุมเครือ เช่น “จ่ายเมื่อมีเงิน” ศาลอาจตีความว่าไม่มีภาระหนี้ที่แน่นอน
  6. ไม่ปิดอากรแสตมป์เมื่อถึงเกณฑ์ ส่งผลให้ศาลไม่รับฟังสัญญานั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง
  7. ไม่เก็บสำเนาหรือหลักฐานการโอนเงิน การส่งมอบเงินเป็นองค์ประกอบสำคัญของสัญญายืม การมีเพียงสัญญา แต่ไม่มีสลิปโอน อาจถูกโต้แย้งได้ว่าไม่มีการส่งมอบจริง
  8. ใช้สัญญาสำเร็จรูปโดยไม่อ่านข้อกำหนดทั้งหมด เสี่ยงเจอข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือขัดต่อกฎหมาย
  9. ละเลยตรวจสอบความสามารถของคู่สัญญา เช่น ผู้เยาว์หรือบุคคลไร้ความสามารถ ทำให้สัญญาเป็นโมฆียะ
  10. ไม่ระบุข้อเร่งรัดการชำระหนี้ (Acceleration Clause) เมื่อผิดนัด เจ้าหนี้ต้องฟ้องทีละงวด ทำให้เสียเวลา

เปรียบเทียบสัญญายืมเงินกับเอกสารทางการเงินอื่น

ผู้ใช้มักสับสนระหว่างสัญญายืมเงิน หนังสือสัญญากู้ยืมเงิน (Promissory Note) และใบรับสภาพหนี้ ตารางข้างล่างนี้ช่วยแยกแยะความแตกต่าง

คุณลักษณะ สัญญายืมเงิน (Loan Agreement) หนังสือสัญญากู้ยืมเงิน (P/N) ใบรับสภาพหนี้ (Acknowledgment)
ลักษณะทางกฎหมาย สัญญาสองฝ่าย มีทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ ตราสารฝ่ายเดียวที่ลูกหนี้ให้คำมั่น คำรับรู้หนี้ที่มีอยู่แล้ว
การเปลี่ยนมือ โดยมากโอนไม่ได้ เว้นระบุให้โอนได้ เป็นตราสารเปลี่ยนมือตามกฎหมาย ไม่สามารถโอนเปลี่ยนมือได้
ความละเอียดของเงื่อนไข ระบุเงื่อนไขได้ครบ (ดอกเบี้ย ผิดนัด งวด) มักมีเพียงจำนวนเงินและวันชำระ ไม่มีรายละเอียดปลีกย่อย
การบังคับคดี ฟ้องตามสัญญา ฟ้องตามตั๋วเงิน ใช้เป็นหลักฐานประกอบเท่านั้น
อากรแสตมป์ ตามวงเงินกู้ (1 บาท ต่อ 2,000 บาท) ตามจำนวนในตั๋ว ขึ้นอยู่กับเนื้อหา

โดยสรุป หากต้องการกำหนดเงื่อนไขการชำระคืนและผลผิดนัดอย่างละเอียด ควรใช้สัญญายืมเงิน แต่หากต้องการตราสารที่โอนต่อได้และใช้ฟ้องร้องแบบรวบรัด หนังสือสัญญากู้ยืมเงินอาจตอบโจทย์มากกว่า

คำถามที่พบบ่อย

1. วิธีเขียนสัญญายืมเงินทำอย่างไร?
ใช้แบบฟอร์มสัญญายืมเงินตามกฎหมายใหม่ 2566 กรอกข้อมูลคู่สัญญา จำนวนเงิน กำหนดชำระ ดอกเบี้ย เงื่อนไขผิดนัด ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่ายต่อหน้าพยาน และปิดอากรแสตมป์ตามอัตรา จากนั้นเก็บสำเนาไว้ทั้งสองฝ่าย

2. ยืมเงินน้อยกว่า 2,000 บาท ฟ้องได้หรือไม่?
ฟ้องได้ แม้ไม่มีสัญญาเป็นหนังสือ เพราะมาตรา 653 บังคับเฉพาะวงเงินเกิน 2,000 บาท แต่ในทางปฏิบัติ การมีหลักฐานลายลักษณ์อักษรจะช่วยให้ศาลรับฟังง่ายกว่า

3. สัญญากู้ยืมเงินมีแบบไหนบ้าง?
แบ่งเป็นแบบไม่มีหลักประกัน แบบมีหลักประกัน แบบผ่อนชำระ แบบเมื่อทวงถาม และแบบระหว่างนิติบุคคล เลือกให้ตรงลักษณะหนี้และความสัมพันธ์ของคู่สัญญา

4. สัญญากู้เงินต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง?
เอกสารหลักคือแบบฟอร์มสัญญา สำเนาบัตรประชาชนของคู่สัญญาและพยาน เอกสารแสดงความเป็นเจ้าของหลักประกัน (ถ้ามี) และหลักฐานการโอนเงิน เช่น สลิปธนาคาร

5. ดอกเบี้ยที่เรียกได้สูงสุดเท่าไร?
ดอกเบี้ยสำหรับบุคคลธรรมดาเรียกได้ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา หากเรียกเกิน ดอกเบี้ยส่วนที่เกินจะเป็นโมฆะ

6. ถ้าลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ต้องทำอย่างไร?
เริ่มจากส่งหนังสือทวงถามเป็นลายลักษณ์อักษร หากไม่ชำระภายในเวลาที่กำหนด ให้ยื่นฟ้องศาลตามภูมิลำเนาของลูกหนี้หรือตามที่ระบุในสัญญา

7. สัญญายืมเงินอิเล็กทรอนิกส์ใช้ได้หรือไม่?
ใช้ได้ ภายใต้พระราชบัญญัติธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยต้องมีลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อถือได้และระบบที่พิสูจน์ความถูกต้องของข้อมูลได้

8. คำนวณอากรแสตมป์สัญญายืมเงินอย่างไร?
อัตราปกติคือ 1 บาท ต่อทุก 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาทของวงเงินกู้ เช่น กู้ 100,000 บาท เสียอากร 50 บาท ควรตรวจสอบอัตราล่าสุดจากกรมสรรพากร

บทสรุป

แบบฟอร์มสัญญายืมเงินตามกฎหมายใหม่ 2566 เป็นเครื่องมือที่ช่วยเปลี่ยนข้อตกลงทางวาจาให้เป็นหลักฐานทางกฎหมายที่มั่นคง เมื่อใช้ควบคู่กับการกรอกข้อมูลที่ถูกต้อง ตรวจสอบอัตราดอกเบี้ย และปฏิบัติตามขั้นตอนอากรแสตมป์ สัญญาฉบับนี้จะปกป้องสิทธิของทั้งผู้ให้ยืมและผู้ยืม ลดข้อพิพาทที่ไม่จำเป็น และอำนวยความสะดวกหากต้องดำเนินคดีในชั้นศาล

คู่มือนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย กฎหมายแตกต่างกันไปตามพื้นที่และเปลี่ยนแปลงได้ โปรดปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่มีใบอนุญาตสำหรับกรณีของคุณ

คู่มือที่เกี่ยวข้อง

คู่มือทั้งหมด